จากบทความ เปลี่ยนวันเวลาบนลีนุกซ์ด้วยคำสั่ง date นั้น เวลาที่ตั้งอาจคลาดเคลื่อนกับเวลามาตรฐานไปพอสมควร อาจผิดเป็นหน่วยนาที หรือวินาที ซึ่งบางระบบอาจไม่สามารถยอมรับความคลาดเคลื่อนขนาดนี้ได้
วิธีที่ดีที่สุดที่จะตั้งเวลาให้ตรงกับมาตรฐานจริงๆ คือต้องใช้ NTP
read more…
หลังจากติดตั้งตามบทความ รีวิว Ubuntu 12.04 LTS – การติดตั้ง เรียบร้อยแล้ว
ในบทนี้จะทดลองบู๊ตเครื่องหลังการติดตั้ง ทดสอบการล็อกอิน ดูข้อมูลเบื้องต้น เช่น kernel ข้อมูลโปรแกรมที่ดิดตั้ง ความแตกต่างคอนฟิกจากลีนุกซ์ตระกูล RedHat, CentOS
ทุกๆ สองปี หรือปี คศ. ที่เป็นเลขคู่ ในเดือนเมษายน Ubuntu จะออกเวอร์ชั่นใหม่ ที่เป็น Long-Term Support หรือ LTS ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นที่ Canonical จะสนับสนุน (support) เรื่องการปรับปรุงโปรแกรมเช่น security fixes, critical bugs, minor update เป็นระยะเวลายาวนานกว่าปกติ คือ 3 ปี สำหรับเวอร์ชั่น desktop และ 5 ปี สำหรับเวอร์ชั่น server ในขณะที่เวอร์ชันอื่นจะ support แค่ 18 เดือนเท่านั้น
ล่าสุดปีนี้ ที่เพิ่งออกมาวันที่ 26 เมษายน เวอร์ชั่น 12.04 LTS (Precise Pangolin) ได้ออกมาให้ดาวน์โหลดใช้กันแล้ว พิเศษจะขยายเวลา support ในเวอร์ชั่น desktop ให้เป็น 5 ปี เท่ากับเวอร์ชั่น server
ขอนำเวอร์ชั่นที่เป็น server มารีวิวเพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการ upgrade จาก Ubuntu เวอร์ชั่นเก่า หรือถ้าใช้ลีนุกซ์อื่นอยู่ เผื่อเปลี่ยนใจหันมาลองใช้บ้าง
ในตอนแรกจะเป็นการติดตั้ง
หลังการติดตั้งลีนุกซ์เสร็จทุกครั้่ง ก่อนจะคอนฟิกแล้วนำไปใช้งาน แนะนำให้ใช้คำสั่งลีนุกซ์ ดูฮาร์ดแวร์ของเครื่อง เพื่อตรวจสอบความถูกต้องว่าเราลงถูกต้อง ครบถ้วนไหม
ในที่นี้จะแนะนำคำสั่งเพื่อตรวจสอบฮาร์ดแวร์หลัก 3 ส่วนคือ CPU, Memory และ Disk
วันเวลาบนลีนุกซ์ถือเป็นเรื่องสำคัญ ที่สมควรจะตั้งให้ตรงกับเวลามาตรฐาน ไม่เช่นนั้น โปรแกรมต่างๆ จะเก็บเวลาไม่ถูกต้อง ทำให้การตรวจสอบการทำงานย้อนหลังมีปัญหา
วิธีที่ดีที่สุดเพื่อให้เวลาของเครื่องลีนุกซ์ตรงกับเวลามาตรฐานคือติดตั้งและคอนฟิก NTP
แต่ถ้าไม่สามารถคอนฟิกเช่น ไม่สามารถต่อเชื่อมอินเตอร์เน็ต เพื่อ sync กับ NTP Server มาตรฐาน
สามารใช้คำสั่ง date เพื่อเปลี่ยนเวลาของเครื่องลีนุกซ์ให้เป็นเวลาที่ต้องการ ใกล้เคียงกับเวลามาตรฐานได้
ในบทความนี้จะกล่าวถึงวิธีการคอนฟิกลินุกซ์ให้สามารถเก็บปริมาณการใช้งาน network ที่เข้าออกเครื่องได้ โดยจะเป็นรายงาน (log) แบบค่อนข้างละเอียดคือ ดูได้ว่าแต่ละ packet ที่ส่งเข้า/ออกเครื่องนั้นมีประเภทไหนบ้าง มาจาก IP Address ต้นทาง ปลายทาง จากไหน ใช้ protocol เป็น TCP หรือ UDP และใช้ Port อะไร เช่นเป็น Web, Mail, Secure Shell
หมายเหตุ คุณสมบัตินี้จะคล้ายๆ กับการใช้งาน Netflow บนอุปกรณ์ Cisco Router
มีหลายวิธีที่สามารถทำได้ แต่ในที่นี้จะแนะนำการใช้โปรแกรม conntrack-tools จับปริมาณการใช้งาน โดย conntrack-tools ถือว่าเป็นโปรแกรม (userspace tools) ที่ติดต่อกับ Linux kernel ในส่วนของ Connection Tracking System จุดประสงค์หลักๆ ของโปรแกรมนี้จะสามารถนำไปทำเป็น High Availability stateful firewall ได้ แต่ในบทความนี้จะขอไม่กล่าวถึงการใช้งานคุณสมบัตินี้


