โดยดีฟอลต์การติดตั้ง Fedora ไม่ว่าจะเป็นเวอร์ชั่นเก่าหรือใหม่ Filesystem ที่ถูกเลือกเป็นดีฟอลต์จะเป็นแบบ ext ตั้งแต่ ext2, ext3 และล่าสุดเป็น ext4
ที่จริงตอนติดตั้ง มีให้เลือก Filesystem แบบอื่นอยู่ด้วยเช่น xfs แต่ถ้าตอนติดตั้งไม่ได้เลือก แล้วเราติดตั้ง ลงโปรแกรมต่างๆ คอนฟิก และระบบใช้งานไปแล้ว ไม่อยากเสียเวลาติดตั้งใหม่ทั้งหมด วันหนึ่งมี disk ก้อนใหม่เพิ่มขึ้นมา แล้วอยากจะใช้ Filesystem แบบ xfs บ้าง
บทความนี้จะอธิบายการติดตั้งโปรแกรมเพิ่มเติม เพื่อให้เครื่องเราสามารถเรียกใช้ Filesystem แบบ xfs ได้
บ่อยครั้งที่เราได้ข้อมูลเป็นไฟล์ธรรมดาแบบ text แล้วเราต้องการนำข้อมูลนี้ใส่เข้าไปในฐานข้อมูลเช่น MySQL มีหลายวิธีในการเขียนโปรแกรม เพื่อจะโหลดข้อมูลเข้า MySQL ได้
ในบทความนี้ขอแนะนำวิธีการใช้คำสั่ง LOAD DATA INFILE ซึ่งเป็นคำสั่งใน MySQL เพื่อทำหน้าที่นี้โดยเฉพาะ และมีประสิทธิภาพ ความเร็วในการโหลดข้อมูลลงฐานข้อมูลสูงมาก
ในที่นี้จะเปรียบเทียบความเร็วการเขียนโปรแกรมแบบเปิดไฟล์แล้ววนลูปทีละบรรทัดเพื่อโหลดข้อมูล กับการใช้คำสั่ง LOAD DATA INFILE ทีเดียวเลย
บทความนี้แสดงตัวอย่างการทดสอบโดยใช้โปรแกรม wget โหลดไฟล์ผ่าน squid เพื่อดูผลของการตั้งค่า cache size ต่างๆ ว่ามีผลต่อการโหลดไฟล์ การ HIT cache อย่างไร
ในแต่ละการทดสอบ มีการแสดงไฟล์ log ของ squid ด้วย คือไฟล์
- access_log (/var/log/squid/access_log) เก็บข้อมูลการใช้งาน proxy ว่ามาจากเครื่อง “client” ไหน เข้าเว็บไซต์ไหน รวมทั้งบอกผลการ HIT cache หรือไฟล์ที่โหลดนั้น มีอยู่ใน cache หรือยัง
- store_log (/var/log/squid/store.log) เก็บรายละเอียดการสร้าง “SWAPOUT” หรือลบ “RELEASE” ไฟล์ cache
ปกติการติดตั้ง squid โดยใช้คำสั่ง rpm สามารถที่จะใช้งานได้เลย แต่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานของ squid เช่น เพิ่มขนาดของไฟล์ cache เพื่อให้สามารถเก็บไฟล์ได้มากขึ้น ซึ่งมีผลให้โอกาสที่มีการโหลดไฟล์เดียวกันซ้ำ (cache hit) มีสูงมากขึ้น ทำให้ประหยัด bandwidth ที่ต้องใช้ในการโหลดไฟล์จากอินเตอร์เน็ต
บทความนี้กล่าวถึงการแก้ไขคอนฟิกของ squid ในส่วนเพื่อเพิ่มขนาดของ cache โดยจะทดสอบบน Fedora 11 คอนฟิกไฟล์ของ squid จะอยู่ที่ /etc/squid/squid.conf
ขั้นตอนนี้จะเป็นการคอนฟิก Cacti ผ่านหน้าเว็บ ซึ่งเป็นค่าคอนฟิกต่างๆ ที่ใช้รัน
หลังจากติดตั้งไฟล์โปรแกรม cacti เรียบร้อยแล้ว ต้องแก้ไขคอนฟิกไฟล์รวมทั้งสร้าง database เพื่อใช้ในการเก็บข้อมูลของ cacti เองด้วย
Cacti จัดเป็นโปรแกรมทางด้าน Network Management อย่างหนึ่ง คุณสมบัติหลักๆ คือสามารถไปดึงค่าต่างๆ จากอุปกรณ์ network ไม่ว่าจะเป็น Server, Router, Switch ผ่านทาง Poller นำข้อมูลมาเก็บไว้ใน Data Storage แล้วสามารถนำค่ามา plot เป็นกราฟ โดยใช้ RRDTool (ซึ่งเป็นโปรแกรมสร้างกราฟเดียวกันกับ MRTG)
ในตอนที่ 1 จะอธิบายวิธีการติดตั้งไฟล์ที่จำเป็นและ Cacti บน Fedora 11 (x86_64) โดยทดสอบบนเครื่องที่ ติดตั้ง Fedora 11 แบบประหยัดพื้นที่สุด
ในตอนสุรปนี้ จะเพิ่มผลลัพธ์จากการรันคำสั่ง sysbench เพื่อทดสอบ fileio ทั้งการอ่านและเขียนไฟล์แบบ sequential, random
ในตอนแรก เปรียบเทียบ RAID-0 จากคำสั่ง mdadm และ lvm ตอนที่ 1 เราได้ทดลองใช้คำสั่ง mdadm เพื่อคอนฟิกดิสก์เป็นแบบ linear และ stripe ซึ่งให้ผลลัพธ์ความเร็วในการเขียนข้อมูลแตกต่างกัน ในตอนนี้จะลองใช้คำสั่ง LVM บ้าง เพื่อสร้างคอนฟิกแบบ linear และ stripe เพื่อเป็นการเปรียบเทียบกัน
เกิดความสงสัยขึ้นมา ขณะคอนฟิกเซิร์ฟเวอร์ที่มีดิสก์หลายๆ ก้อน เพื่อทำหน้าที่เป็น file server ว่า ระหว่างการใช้ mdadm และ lvm เพื่อรวมดิสก์แต่ละก้อนเข้าด้วยกันทำเป็น RAID-0 อย่างไหนจะเร็วกว่ากัน เลยทดสอบและนำผลลัพธ์แต่ละคอนฟิกมาเปรียบเทียบกัน
และเพื่อความครบถ้วนของการเปรียบเทียบ เลยทดสอบคอนฟิกทั้งเป็นแบบ linear และ stripe (RAID-0) จากการใช้คำสั่งทั้งสองด้วย โดยแยกเป็นสองบทความ ในตอนแรกจะใช้คำสั่ง mdadm ก่อน
read more…
