จากบทความเรื่อง คอนฟิก OpenVPN แบบ Static Key บน Fedora Linux ที่กล่าวถึงการสร้าง VPN เพื่อเชื่อมโยงระหว่างเครื่องสองเครื่องแบบหนึ่งต่อหนี่งนั้น ในทางปฎิบัติจะไม่สะดวกในการนำไปใช้กับเครือข่ายที่มีขนาดใหญ่ ที่มีการเชื่อมโยง VPN ระหว่างหลายๆ เครื่องเข้าด้วยกัน
ในบทความนี้จะอธิบายการคอนฟิก OpenVPN แบบ Multiple Clients เพื่อเชื่อมโยง VPN หลายๆ เครื่องเข้าด้วยกัน ในลักษณะที่ เครื่องหนึ่งทำหน้าที่เป็น VPN Server รองรับการสร้าง VPN มาจาก VPN Client หลายๆ เครื่อง ซึ่งสามารถนำไปดัดแปลงใช้กับเครือข่ายที่มีลักษณะเป็นสำนักงานใหญ่ และสาขากระจายไปตามจุดต่างๆ ได้
การคอนฟิกแบบ Multiple Client นี้ จะใช้หลักการของ Public/Private key และ Certificate Authority (CA) เพื่อตรวจสอบคีย์ของเครื่องที่ต้องการเชื่อมต่อว่าถูกต้องหรือไม่ ก่อนที่จะอนุญาตให้สร้าง VPN ระหว่าง Server และ Client แต่ละเครื่องได้
โดยปกติแล้ว เวลาหาเส้นทางเพื่อการส่งข้อมูล (routing) บนเน็ตเวิร์กไม่ว่าจะบนลีนุกซ์หรือเร้าเตอร์ทั่วไป จะดูจาก IP Address ปลายทาง
(Destination Address) ที่อยู่ใน IP Packet เป็นหลัก
แต่ในบางกรณี เราสามารถคอนฟิกลีนุกซ์หรือเร้าเตอร์ให้ดูข้อมูลอื่นๆ ที่อยูใน IP Packet เพื่อหาเส้นทาง เช่น ดูจาก IP Address ต้นทาง (Source Address) การคอนฟิกเช่นนี้เรียกว่า Policy based routing
ในบทความนี้จะกล่าวถึงวิธีการคอนฟิก Policy based routing บนลีนุกซ์ เพื่อให้ดูข้อมูล IP Address ต้นทาง เวลาหาเส้นทาง (routing) ที่จะส่งข้อมูลไปยังเร้าเตอร์ตัวถัดไป
พอร์ตแลน (Ethernet) ของเครื่องเซิร์ฟเวอร์ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นส่วนที่จะรับส่งข้อมูลกับเคื่องอื่นๆ ถ้าเซิร์ฟเวอร์มีแค่พอร์ตเดียวเชื่อมต่อเข้าเน็ตเวิร์ก แล้วสายที่เชื่อมต่อหลุดไป หรือไม่สามารถรองรับปริมาณการรับส่งข้อมูลได้เพียงพอ ก็อาจทำให้เกิดปัญหาการใช้งานได้
ในบทความนี้ขอแนะนำการคอนฟิก Ethernet Bonding (หรือ Teaming) เพื่อแก้ปัญหาที่อาจเกิดขึ้น โดยจะมีการจัดกลุ่มพอร์ตแลนเข้าด้วยกัน เพื่อช่วยในการรับส่งข้อมูล รูปแบบการส่งจะมีสองแบบใหญ่ๆ คือ
หลังจากแนะนำบทความ ติดตั้ง VMware Server บน Fedora 9 ไปแล้ว ซึ่งเป็นการติดตั้ง VMware Server โดยใช้ Host OS เป็นลีนุกซ์ Fedora 9
ในบทความนี้จะเพิ่มเติมวิธีการติดตั้ง VMware Tools ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ติดตั้งบน Guest OS ที่ลงลีนุกซ์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของลีนุกซ์บน Guest OS ให้ดียิ่งขึ้น โดยตัวอย่างจะเป็นการติดตั้ง VMware Tools เวอร์ชั่น 1.0.7 บน Fedora 9
บทความนี้ขอแนะนำการใช้คำสั่ง ethtool บนลีนุกซ์เพื่อตรวจสอบสถานะของการ์ดเน็ตเวิร์กว่าเป็นอย่างไร เช่น สถานะของลิ้งก์ที่เชื่อมต่ออยู่ว่า Up หรือ Down ความเร็ว (speed) ของการเชื่อมต่อเท่าไร
ในบทความนี้จะกล่าวถึงวิธีการคอนฟิกลินุกซ์ให้สามารถเก็บปริมาณการใช้งาน network ที่เข้าออกเครื่องได้ โดยจะเป็นรายงาน (log) แบบค่อนข้างละเอียดคือ ดูได้ว่าแต่ละ packet ที่ส่งเข้า/ออกเครื่องนั้นมีประเภทไหนบ้าง มาจาก IP Address ต้นทาง ปลายทาง จากไหน ใช้ protocol เป็น TCP หรือ UDP และใช้ Port อะไร เช่นเป็น Web, Mail, Secure Shell
หมายเหตุ คุณสมบัตินี้จะคล้ายๆ กับการใช้งาน Netflow บนอุปกรณ์ Cisco Router
มีหลายวิธีที่สามารถทำได้ แต่ในที่นี้จะแนะนำการใช้โปรแกรม conntrack-tools จับปริมาณการใช้งาน โดย conntrack-tools ถือว่าเป็นโปรแกรม (userspace tools) ที่ติดต่อกับ Linux kernel ในส่วนของ Connection Tracking System จุดประสงค์หลักๆ ของโปรแกรมนี้จะสามารถนำไปทำเป็น High Availability stateful firewall ได้ แต่ในบทความนี้จะขอไม่กล่าวถึงการใช้งานคุณสมบัตินี้
ส่วนหนึ่งของ พรบ.ด้านคอมพิวเตอร์ ปี 2550 คือต้องปรับเวลาของเครื่องคอมพิวเตอร์ให้ตรงกับเวลามาตรฐาน เพราะจะมีผลต่อ log file ต่างๆ ที่อยู่ในเครื่อง เพื่อการตรวจสอบย้อนหลัง
ในบทความนี้จะแนะนำวิธีการคอนฟิก NTP ในลินุกซ์ เพื่อให้มีเวลาตรงกับมาตรฐาน โดยจะมีตัวอย่างการคอนฟิกของ Fedora 9
ช่วงนี้ได้รับงานจากลูกค้า ให้ทำโปรแกรมเก็บค่า MAC Address ของเครื่องทุกเครื่องที่ต่อเข้ากับ Switch ลงในฐานข้อมูล เพื่อสามารถดึงข้อมูลมาดูย้อนหลังว่า มี MAC Address อะไร ต่ออยู่ที่พอร์ตไหนบ้างของ Switch
หลังจากค้นคว้าทดลองอยู่พอสมควร ได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการแล้ว เลยขอนำมาเรียบเรียง โดยจะอธิบายเฉพาะวิธีการใช้คำสั่ง snmpwalk เพื่อดึงค่า MAC Address จาก Cisco Catalyst Switch
บทความนี้จะแนะนำการคอนฟิก OpenVPN ซึ่งเป็นโปรแกรม VPN อันหนึ่งที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายบนลินุกซ์ โดยจะคอนฟิกในรูปแบบง่ายที่สุด คือเป็นแบบ static key เพื่อศึกษาทำความเข้าใจกับ OpenVPN ก่อนที่จะปรับปรุงเป็นแบบคอนฟิกที่ใช้ Public/Private key ซึ่งจะมีคุณสมบัติมากกว่าพร้อมทั้งความปลอดภัยที่ดีกว่าด้วย
read more…

