ในหลายๆ ครั้ง เรามีไฟล์อยู่บน Windows ต้องการถ่ายโอนไปยังลีนุกซ์ หรือในทำนองกลับกัน ต้องการดาวน์โหลดไฟล์จากลีนุกซ์กลับมาไว้บน Windows
บทนี้จะแนะนำการใช้โปรแกรม pscp รันบน Windows เพื่อใช้ถ่ายโอนไฟล์ (transfer) กับเครื่องที่รันลีนุกซ์ ผ่านทาง Secure Shell ได้
หลังจากติดตั้ง คอนฟิกเน็ตเวิร์ค เช่น ตั้งค่า IP Address, Netmask, Gateway บนลีนุกซ์เสร็จเรียบร้อย
การคอนฟิกที่เหลือ สามารถล็อกอินจากเครื่องอื่นมาทำงานได้โดยผ่านทาง SSH (Secure shell)
ในบทนี้จะแนะนำโปรแกรม PuTTY ซึ่งเป็นโปรแกรมที่สามารถใช้งานได้ฟรี รันบน Windows ให้สามารถล็อกอินเข้าลีนุกซ์เครื่องที่เราติดตั้งได้
เนื่องจาก root สามารถทำได้ทุกอย่างบนลีนุกซ์ ไม่ว่าจะติดตั้งโปรแกรม แก้ไขคอนฟิก หรือกระทั่งสั่งปิดเครื่อง (shutdown)
คำแนะนำอย่างหนึ่งสำหรับผู้ใช้ลีนุกซ์ ไม่ว่าจะเพิ่งเริ่มต้นหัดใช้งาน หรือใช้งานมานานแล้ว คือล็อกอินเป็นผู้ใช้ธรรมดาที่ไม่ใช่ root ให้เป็นนิสัย เพราะผู้ใช้งานธรรมดา ก็สามารถทำอะไรได้หลายอย่างแล้ว เช่นดูคอนฟิกของเครื่อง แก้ไขไฟล์เท่าที่มีสิทธิ์ และหากทำอะไรผิดพลาดไป ความเสียหายที่เกิดขึ้น ก็จะกระทบในระดับหนึ่ง เท่าที่ผู้ใช้คนนั้นจะทำได้ ไม่กระทบทั้งเครื่อง
จนกว่าจำเป็นต้องมีการแก้ไขคอนฟิกหรือทำอะไรบางอย่างกับลีนุกซ์ที่จำเป็นต้องทำด้วย root ค่อยใช้คำสั่ง su เปลี่ยนผู้ใช้ root (หรือใช้ sudo) และเมื่อหลังจากแก้ไขเสร็จสิ้นแล้ว ก็เปลี่ยนกลับมาเป็น user ธรรมดาอีกครั้ง
ในบทนี้จะอธิบายคำสั่งที่ใช้ในการ เพิ่ม แก้ไข ลบ ผู้ใช้งาน โดยต้องใช้ root เป็นคนรันคำสั่ง
read more…
จากบทความ แก้ไขคอนฟิก firewall บนลีนุกซ์ด้วย iptables ผู้ที่จะแก้ไขคอนฟิกแบบนี้ได้ ต้องมีความรู้ทางด้านเน็ตเวิร์ก มีความเข้าใจเรื่อง firewall รวมทั้งต้องทราบว่าเซอร์วิสที่รันใช้พอร์ตอะไร
ซึ่งอาจทำให้เกิดความยากสำหรับผู้เริ่มต้น เพราะไม่รู้ว่าจะเพิ่ม หรือลบ rule อย่างไร ใส่ออปชั่นอะไรบ้าง
สำหรับผู้เริ่มต้นหัดใช้ แนะนำให้ใช้โปรแกรม system-config-firewall เพื่อช่วยแก้ไข rule ของ firewall บนลีนุกซ์
บนลีนุกซ์มีคุณสมบัติ firewall ติดตั้งมาให้สามารถเลือกอนุญาต หรือปฏิเสธการ รับ/ส่ง packet เข้า/ออกเครื่องได้
จุดมุ่งหมายหลักๆ ของ firewall ก็เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับเครื่องเซิร์ฟเวอร์
หลายคนมักจะปิดคุณสมบัตินี้ไป ด้วยเหตุผลบอกว่ายากต่อการทำความเข้าใจ และแก้ไข
ในบทความนี้จะอธิบายการใช้คำสั่ง iptables เพื่อแสดงสถานะ firewall ที่เปิดใช้งาน การเพิ่ม rule เพื่ออนุญาตการเชื่อมต่อ การลบ rule ที่ไม่ได้ใช้แล้ว
ลองทำตามดู ในหลายเซอร์วิส เพียงแค่แก้ไข rule นิดเดียวเท่านั้น ก็จะใช้งานได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องปิดคุณสมบัติ firewall แต่อย่างได้
หลังจากที่ติดตั้งโปรแกรม คอนฟิกค่าต่างๆ แล้วทดสอบการเปิด ปิดเซอร์วิสด้วยคำสั่ง service ได้ผลตามที่ต้องการแล้ว
หากต้องการให้เมื่อบู๊ตเครื่องทุกครั้ง ให้เปิด (start) เซอร์วิสนี้ขึ้นมาด้วย หรือทุกครั้งที่เรียกคำสั่งปิดเครื่อง (shutdown) ให้ปิด (stop) เซอร์วิสนี้ก่อน
โปรแกรมที่รันเป็นเซิร์ฟเวอร์ หรือโปรเซสควบคุมการทำงานของเครื่องบนลีนุกซ์ (นิยมเรียกโปรแกรมแบบนี้ว่า เซอร์วิส) ที่ติดตั้งจากไฟล์ rpm จะมีสคริปต์ไฟล์ช่วยในการเปิด ปิด หรือตรวจสอบสถานะของแต่ละโปรแกรมได้
สคริปต์ไฟล์นี้ เราเรียกว่า “System V init script” หรือเรียกย่อๆ ว่า “init script” ส่วนใหญ่แล้วจะเขียนด้วย Shell script อยู่ในไดเร็คทอรี /etc/rc.d/init.d/ (หรือ /etc/init.d/ เป็นลิ้งค์ไฟล์เชื่อมโยงกัน)
ถ้าเปรียบเทียบกับ Windows ก็เหมือนกับ Services ที่อยู่ใน Administrative Tools ของ Control Panel
บนลีนุกซ์เมื่อใส่แผ่นซีดีรอมหรือดีวีดีเข้าไปในไดร์ฟแล้ว หากต้องการเรียกดูไฟล์ในแผ่นต้องทำการ mount ตัวไดร์ฟ (/dev) กับไดเร็คทอรีหรือพาธ (path) บนลีนุกซ์ แล้วถึงจะดูไฟล์ภายใต้พาธนี้ได้
หมายเหตุ หากติดตั้งชุดโปรแกรม Desktop Environment เช่น GNOME ด้วย อาจมีโปรแกรมช่วย mount ตัวไดร์ฟโดยอัตโนมัติ (automount) คือเมื่อใส่แผ่นเราก็สามารถเรียกดูไฟล์ในแผ่นได้เลย ถ้าเป็นแบบนี้ก็ไม่จำเป็นต้องใช้คำสั่ง mount
หน้าจอบู๊ตของ CentOS 6.2
หากไม่ต้องการแก้ไขค่าคอนฟิกของการบู๊ต ก็ปล่อยผ่านไป ประมาณ 5 วินาที เครื่องก็จะบู๊ตเพื่อรันเซอร์วิสต่างๆ โดยอัตโนมัติ
การจำกัด (limit) จำนวนการ login พร้อมกันโดยใช้ชื่อผู้ใช้เดียวกัน สามารถคอนฟิกด้วยออปชั่น “maxlogins” ในไฟล์ /etc/security/limits.conf
คำอธิบายออปชั่น “maxlogins” คือ max number of logins for this user


