จากบทความ เปลี่ยนวันเวลาบนลีนุกซ์ด้วยคำสั่ง date นั้น เวลาที่ตั้งอาจคลาดเคลื่อนกับเวลามาตรฐานไปพอสมควร อาจผิดเป็นหน่วยนาที หรือวินาที ซึ่งบางระบบอาจไม่สามารถยอมรับความคลาดเคลื่อนขนาดนี้ได้
วิธีที่ดีที่สุดที่จะตั้งเวลาให้ตรงกับมาตรฐานจริงๆ คือต้องใช้ NTP
read more…
ทางทีมดูแลพัฒนา CentOS จะคอยดูแลปรับปรุงโปรแกรมและออกเวอร์ชั่นใหม่ตาม RedHat อยู่เสมอ ไฟล์แพ็คเกจเวอร์ชั่นใหม่นี้ จะถูกเก็บไว้ใน repos ชื่อ updates เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถใช้ yum เข้ามาตรวจสอบและปรับปรุงโปรแกรมได้
ในที่นี้จะแนะนำวิธีการปรับปรุงโปรแกรมโดยใช้คำสั่ง yum ทั้งปรับปรุงเฉพาะโปรแกรม หรือปรับปรุงทุกโปรแกรมที่ติดตั้งบนเครื่องลีนุกซ์แล้ว
คำเตือน แนะนำให้ทดสอบในเครื่องลีนุกซ์ทดลองดูก่อน เพื่อดูผลกระทบการปรับปรุงเวอร์ชั่นของโปรแกรม
หากต้องการใช้ yum ติดตั้งโปรแกรมเพิ่มเติม หรือปรับปรุงโปรแกรมเป็นเวอร์ชั่นใหม่ เราต้องใช้ repos ที่อยู่บนอินเตอร์เน็ต
ดีฟอลต์จากการติดตั้ง CentOS 6.2 จะมีคอนฟิก repos ติดตั้งมาด้วย โดยจะชี้ไปยังเว็บไซต์ mirrorlist.centos.org แสดงรายชื่อเว็บไซต์ repos ที่ให้บริการดาวน์โหลดไฟล์ rpm อีกที
แต่ข้อเสียของการใช้คอนฟิก repos แบบดีฟอลต์นี้ ในบางครั้งเราอาจต้องไปดาวน์โหลดไฟล์จากเว็บไซต์ที่อยู่ต่างประเทศ ทำให้ความเร็วที่ได้ค่อนข้างช้า
ในบทนี้ขอแนะนำวิธีเปลี่ยนคอนฟิก repos ของ yum ให้ชี้มายังเว็บไซต์ในประเทศไทย
ในบทความนี้จะอธิบายการใช้คำสั่ง yum เพื่อดูข้อมูล ค้นรายชื่อแพ็คเกจ การติดตั้ง การลบแพ็คเกจ และดูประวัติการแก้ไข
จากที่ได้ ติดตั้งโปรแกรมเพิ่มบน CentOS 6.2 ด้วยคำสั่ง rpm แล้ว จะเห็นถึงความยุ่งยากในการติดตั้ง บางโปรแกรมกว่าจะติดตั้งได้ ต้องติดตั้งโปรแกรมอื่นๆ ก่อนอีกมากมาย
เพื่อความสะดวกและง่าย เราสามารถใช้คำสั่ง yum ในการแก้ไขปัญหาเรื่องการติดตั้งโปรแกรมจากไฟล์ประเภท rpm
ง่ายที่สุด เครื่องลีนุกซ์ที่จะรันคำสั่ง yum นั้น ต้องสามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต เพื่อให้สามารถตรวจสอบข้อมูลการติดตั้งโปรแกรมจาก repos ที่อยู่บนอินเตอร์เน็ตได้
แต่บางครั้ง เครื่องที่ติดตั้งลีนุกซ์นั้น ไม่สามารถต่อออกอินเตอร์เน็ตได้
ในตอนนี้จะแนะนำการใช้คำสั่ง yum เพื่อติดตั้งไฟล์ rpm โดยใช้ repos ที่อยู่ในแผ่นดีวีดีติดตั้ง CentOS 6.2
หลังจากติดตั้งตามบทความ รีวิว Ubuntu 12.04 LTS – การติดตั้ง เรียบร้อยแล้ว
ในบทนี้จะทดลองบู๊ตเครื่องหลังการติดตั้ง ทดสอบการล็อกอิน ดูข้อมูลเบื้องต้น เช่น kernel ข้อมูลโปรแกรมที่ดิดตั้ง ความแตกต่างคอนฟิกจากลีนุกซ์ตระกูล RedHat, CentOS
ทุกๆ สองปี หรือปี คศ. ที่เป็นเลขคู่ ในเดือนเมษายน Ubuntu จะออกเวอร์ชั่นใหม่ ที่เป็น Long-Term Support หรือ LTS ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นที่ Canonical จะสนับสนุน (support) เรื่องการปรับปรุงโปรแกรมเช่น security fixes, critical bugs, minor update เป็นระยะเวลายาวนานกว่าปกติ คือ 3 ปี สำหรับเวอร์ชั่น desktop และ 5 ปี สำหรับเวอร์ชั่น server ในขณะที่เวอร์ชันอื่นจะ support แค่ 18 เดือนเท่านั้น
ล่าสุดปีนี้ ที่เพิ่งออกมาวันที่ 26 เมษายน เวอร์ชั่น 12.04 LTS (Precise Pangolin) ได้ออกมาให้ดาวน์โหลดใช้กันแล้ว พิเศษจะขยายเวลา support ในเวอร์ชั่น desktop ให้เป็น 5 ปี เท่ากับเวอร์ชั่น server
ขอนำเวอร์ชั่นที่เป็น server มารีวิวเพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการ upgrade จาก Ubuntu เวอร์ชั่นเก่า หรือถ้าใช้ลีนุกซ์อื่นอยู่ เผื่อเปลี่ยนใจหันมาลองใช้บ้าง
ในตอนแรกจะเป็นการติดตั้ง
หลังจากติดตั้ง คอนฟิกเน็ตเวิร์ค เช่น ตั้งค่า IP Address, Netmask, Gateway บนลีนุกซ์เสร็จเรียบร้อย
การคอนฟิกที่เหลือ สามารถล็อกอินจากเครื่องอื่นมาทำงานได้โดยผ่านทาง SSH (Secure shell)
ในบทนี้จะแนะนำโปรแกรม PuTTY ซึ่งเป็นโปรแกรมที่สามารถใช้งานได้ฟรี รันบน Windows ให้สามารถล็อกอินเข้าลีนุกซ์เครื่องที่เราติดตั้งได้
เนื่องจาก root สามารถทำได้ทุกอย่างบนลีนุกซ์ ไม่ว่าจะติดตั้งโปรแกรม แก้ไขคอนฟิก หรือกระทั่งสั่งปิดเครื่อง (shutdown)
คำแนะนำอย่างหนึ่งสำหรับผู้ใช้ลีนุกซ์ ไม่ว่าจะเพิ่งเริ่มต้นหัดใช้งาน หรือใช้งานมานานแล้ว คือล็อกอินเป็นผู้ใช้ธรรมดาที่ไม่ใช่ root ให้เป็นนิสัย เพราะผู้ใช้งานธรรมดา ก็สามารถทำอะไรได้หลายอย่างแล้ว เช่นดูคอนฟิกของเครื่อง แก้ไขไฟล์เท่าที่มีสิทธิ์ และหากทำอะไรผิดพลาดไป ความเสียหายที่เกิดขึ้น ก็จะกระทบในระดับหนึ่ง เท่าที่ผู้ใช้คนนั้นจะทำได้ ไม่กระทบทั้งเครื่อง
จนกว่าจำเป็นต้องมีการแก้ไขคอนฟิกหรือทำอะไรบางอย่างกับลีนุกซ์ที่จำเป็นต้องทำด้วย root ค่อยใช้คำสั่ง su เปลี่ยนผู้ใช้ root (หรือใช้ sudo) และเมื่อหลังจากแก้ไขเสร็จสิ้นแล้ว ก็เปลี่ยนกลับมาเป็น user ธรรมดาอีกครั้ง
ในบทนี้จะอธิบายคำสั่งที่ใช้ในการ เพิ่ม แก้ไข ลบ ผู้ใช้งาน โดยต้องใช้ root เป็นคนรันคำสั่ง
read more…
จากการ ติดตั้งโปรแกรมภาษาเว็บ PHP บน Apache
เว็บเซิร์ฟเวอร์ Apache และ PHP เครื่องนี้ สามารถเขียนเว็บเพจโดยใช้ภาษา PHP ได้แล้ว แต่สามารถเรียกใช้ฟังก์ชั่นแค่พื้นฐานเท่านั้น ถ้าต้องการใช้ฟังก์ชั่นอื่นๆ ด้วย เช่นเชื่อมต่อเข้ากับ MySQL เราจำเป็นต้องติดตั้งโมดูล PHP เพิ่มเติม
ในบทความนี้จะอธิบายวิธีการตรวจสอบและติดตั้งโมดูลเพิ่มเติมจากไฟล์ rpm ที่อยู่ในแผ่นดีวีดี CentOS 6.2 โดยจะเป็นการติดตั้งโมดูล MySQL เพื่อให้สามารถเขียน PHP เชื่อมเข้ากับฐานข้อมูล MySQL ได้


