บทความนี้จะอธิบายการคอนฟิก Samba เพื่อซ่อนไฟล์ (hide) เพื่อไม่ให้ผู้ใช้งานมองเห็นได้โดยดีฟอลต์ และการคอนฟิกเพื่อป้องกัน (veto) ไม่ให้ผู้ใช้สามารถเรียกใช้ไฟล์ที่มีชื่อที่กำหนดไว้ได้ ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้หลายกรณี เช่น ป้องกันไม่ให้ผู้ใช้เก็บไฟล์ที่ไม่ใช่ไฟล์งานเช่น “.mp3″ ไว้บนเซิร์ฟเวอร์ผ่านการแชร์ไฟล์ได้
ตัวอย่างในบทความนี้ทดสอบบน Fedora 10 และติดตั้ง Samba เวอร์ชั่น 3.2.4
หลังจากที่เปิดการใช้งาน disk quota กับ /home แล้ว ในตอนที่ 2 นี้จะอธิบายการกำหนดปริมาณการใช้งานดิสก์ของผู้ใช้งานแต่ละคน (user quota)
แม้ว่าทุกวันนี้ขนาดของดิสก์จะมีขนาดมากขึ้นเรื่อยๆ และมีราคาที่ถูกลง แต่ปริมาณความต้องการของผู้ใช้งานกลับเพิ่มสูงขึ้น กระทั่งไม่ว่าจะเพิ่มดิสก์เท่าไร ก็ไม่เพียงพอ
โดยดีฟลอต์เซิร์ฟเวอร์ลีนุกซ์ที่ติดตั้ง จะไม่มีการจำกัดพื้นที่ดิสก์ของผู้ใช้งาน แต่ละคนสามารถใช้ได้จนกระทั่งขนาดของดิสก์ไม่เพียงพอ
บทความนี้ขอนำเสนอวิธีการคอนฟิก Disk Quota เพื่อจำกัดปริมาณการใช้งานดิสก์ โดยสามารถทำได้เป็นระดับรายผู้ใช้งาน (user quota) หรือจะแบ่งเป็นกลุ่ม (group quota) ได้
คุณสมบัติใหม่อย่างหนึ่งของ Fedora 10 ที่เพิ่มจากเวอร์ชั่นก่อน คือการสนับสนุน filesystem เพิ่มเติม ประกอบด้วย ext4 และ xfs
หลังจากที่ได้ทดลองติดตั้ง Fedora 10 เลยเกิดความลังเลว่าจะเปลี่ยน filesystem เป็นแบบใหม่หรือไม่ เลยลองรันคำสั่งง่ายๆ เพื่อทดสอบประสิทธิภาพการสร้าง การลบไฟล์ เป็นต้น
บทความนี้ไม่มีไรมาก แค่ทดลองสร้างดิสก์ใน VMware Server ด้วยขนาดต่างๆ ที่ใกล้เคียงกับขนาดฮาร์ดดิสก์จริงๆ (physical disk) ที่มีขายทั่วไป ทั้งนี้เพื่อเปรียบเทียบค่าต่างๆ เช่น จำนวน cylinder, block, หรือ disk size ที่ใช้ได้จริงหลังการสร้าง filesystem แบบ ext3 บนลินุกซ์
โดยดั้งเดิมการกำหนดสิทธิในการอ่านหรือแก้ไขไฟล์หรือไดเร็คทอรี บน Linux/UNIX นั้น จะถูกกำหนดในรูปแบบของ permission โดยจะแบ่งเป็น สามส่วนใหญ่ๆ คือ user, group และ others แต่การใช้งานโดยทั่วไปแล้ว เช่นผ่าน File Server ถ้าเปรียบเทียบกับการกำหนดสิทธิบน Windows แล้ว บางครั้งเราอาจต้องการกำหนดรายละเอียดย่อยมากกว่านั้น เช่น ให้มากกว่า 1 user หรือ มากกว่า 1 group เข้ามีสิทธิเกี่ยวกับไฟล์เช่น คนนี้อ่านได้อย่างเดียว กลุ่มนี้อ่านได้ แล้วเขียนได้ด้วย ซึ่งรูปแบบ permission จะไม่สามารถทำได้
ถ้าต้องการกำหนดสิทธิโดยละเอียดมากขึ้น บน Linux จะมีคุณสมบัติ POSIX ACL หรือ Extended ACL ให้สามารถเรียกใช้งานได้ โดยคุณสมบัตินี้ติดตั้งมากับ Linux นานพอสมควร โดยไม่ต้องติดตั้งโปรแกรมอะไรเพิ่มเติม
หลังจากที่เราคอนฟิก Software RAID จากบทความที่ผ่านมาแล้ว ในบทความนี้จะกล่าวถึงวิธีการทดสอบในกรณีที่ดิสก์มีปัญหา วิธีการแก้ไข การป้องกันโดยเพิ่มดิสก์เพื่อทำหน้าที่เป็น spare
ในบทความนี้จะอธิบายการสร้างคอนฟิก Software RAID บนลินุกซ์ เพื่อเป็นการป้องกันข้อมูลเสียหายอันเนื่องมาจากดิสก์ที่ใช้เก็บ (Physical Disk) มีปัญหา
การสร้าง disk partition สำหรับทำ Software RAID
การทำ Software RAID บนลินุกซ์นั้น จะทำบน disk Parition ดังนั้นเราต้องแบ่ง parition ของดิสก์ให้เรียบร้อยก่อน โดยขนาดของแต่ละ partition ที่จะนำมารวมกันนั้น ควรจะมีขนาดเท่ากัน ซึ่งจริงๆ แล้วควรจะเป็นดิสก์ยี่ห้อเดียวกัน รุ่นเดียวกันด้วย เพื่อประสิทธิภาพดีที่สุด
ในบางครั้งเมื่อเรามีไฟล์อยู่ในรูปแบบ iso ซึ่งเป็นได้มาจากการทำ image ของ CD หรือ DVD ก็ตาม ก่อนที่จะนำมาใช้งานเพื่อ write ใส่แผ่น ถ้าเราต้องการตรวจสอบดูว่าในไฟล์ iso นั้น มีไฟล์อะไรอยู่บ้าง ตามที่เราต้องการหรือไม่
วิธีการดูรายละเอียดไฟล์ที่อยู่ใน iso สามารถทำได้โดยง่าย บนลินุกซ์ดังนี้
ตรวจสอบข้อมูลของไฟล์ในเบื้องต้น
บนลินุกซ์จะมีคำสั่ง file เพื่อใช้ตรวจสอบว่าไฟล์เป็นไฟล์ในรูปแบบไหน
ตัวอย่างการใช้คำสั่ง file ตรวจสอบไฟล์ iso สำหรับติดตั้ง Fedora 9
[root@images iso]# file Fedora-9-x86_64-DVD.iso Fedora-9-x86_64-DVD.iso: ISO 9660 CD-ROM filesystem data 'Fedora 9 x86_64 DVD ' (bootable)
ตรวจสอบรายละเอียดภายในไฟล์ iso
หลังจากดูข้อมูลในเบื้องต้นแล้ว ว่าเป็นไฟล์ในรูปแบบ iso เราสามารถใช้คำสั่ง mount เพื่อดูไฟล์ที่อยู่ใน iso ไฟล์นี้ได้ ดังนี้
[root@images iso]# mount -o loop Fedora-9-x86_64-DVD.iso /media/ [root@images iso]# ls /media/ GPL media.repo repodata RPM-GPG-KEY-fedora RPM-GPG-KEY-rawhide images Packages RPM-GPG-KEY RPM-GPG-KEY-fedora-rawhide TRANS.TBL isolinux README-BURNING-ISOS-en_US.txt RPM-GPG-KEY-beta RPM-GPG-KEY-fedora-test
ในตัวอย่างนี้หลังจากการ mount เข้ากับ /media/ แล้ว เราสามารถดูไฟล์ต่างๆ ได้ ซึ่งจริงๆ ก็สามารถใช้งานไฟล์เหล่านี้ได้โดยตรงเลย แต่เป็นแบบอ่านไฟล์ได้อย่างเดียวเท่านั้น ไม่สามารถแก้ไขได้ ซึ่งก็เหมือนกับเราเรียกใช้งานจากแผ่น CD หรือ DVD นั่นเอง เพียงแต่ไม่จำเป็นต้องนำไปเขียนใส่แผ่น CD หรือ DVD อีกต่อไป
ยกเลิกการ mount
หลังจากใช้งานเรียบร้อย ถ้าเราต้องการยกเลิกการ mount ก็สามารถทำได้โดยใช้คำสั่ง umount
[root@images iso]# umount /media/
คำเตือน: โปรดระมัดระวังเวลาจัดการเกี่ยวกับ Partition เพราะถ้าอ้างอิงชื่อผิด เช่น จาก /dev/sdb พิมพ์เป็น /dev/sda จะทำให้ข้อมูลในฮาร์ดดิสก์นั้นเสียหายไปได้
บทความนี้ขอกล่าวถึงการใช้คำสั่ง parted สร้าง Linux Partition ที่มีขนาดมากกว่า 2TB ซึ่งจะไม่สามารถสร้างได้โดยใช้คำสั่ง fdisk เพราะว่าการใช้คำสั่ง fdisk ในการสร้าง partition นั้นจะสามารถสร้างขนาดได้มากสุดได้แค่ 2TB เท่านั้น ตามตัวอย่างด้านล่างนี้
read more…
