การเปลี่ยนแปลงอย่างหนึ่งใน Fedora เวอร์ชั่นหลังๆ คือการเปลี่ยนวิธีการคอนฟิก OpenLDAP ซึ่งจะเป็นรูปแบบใหม่ที่มีมาตั้งแต่ OpenLDAP เวอร์ชั่น 2.3 เป็นต้นมา แต่ทาง Fedora เพิ่งเริ่มนำมาใช้
แบบเก่าไฟล์คอนฟิกหลักจะอยู่ในไฟล์ /etc/openldap/slapd.conf แต่แบบใหม่คอนฟิกจะถูกเก็บแยกเป็นไฟล์ LDIF เป็นโครงสร้างอยู่ในไดเร็คทอรี /etc/openldap/slapd.d/ และเมื่อรันเซอร์วิส ไฟล์เหล่านี้จะถูกอ่านเข้าไปใน LDAP เลย ซึ่งทำให้เราสามารถแก้ไขคอนฟิกเซิร์ฟเวอร์ ได้ เหมือนกับการแก้ไขข้อมูลอื่นๆ ใน LDAP
รายละเอียดเพิ่มเติมหาอ่านได้จาก ข้อมูลอ้างอิง Configuring slapd
เพื่อความสะดวก ทางทีมพัฒนา OpenLDAP ได้สร้างคำสั่ง slaptest เพื่อใช้ในการเปลี่ยนคอนฟิกแบบเก่าไฟล์เดียว ให้เป็นรูปแบบใหม่ได้
ในบทความนี้จะแสดงขั้นตอนการติดตั้งและคอนฟิก OpenLDAP บนเครื่อง Fedora 13 (x86_64)
พยายามคอนฟิก Public Key Authentication เพื่อ login เข้าสู่เครื่องที่ติดตั้ง Solaris อยู่นาน ก็ไม่สามารถทำได้ แต่ในที่สุดก็สามารถหาปัญหาได้ เลยมาแชร์ประสบการณ์เผื่อจะเป็นประโยชน์
เป็นวิธีง่ายๆ เพื่อให้ผู้ใช้ root สามารถรันโปรเซสหรือโปรแกรมบน Linux/UNIX ภายใต้สิทธิหรือ permission ผู้ใช้ user อื่นบนเครื่องเดียวกัน
FreeRADIUS เป็นโปรแกรมที่ทำหน้าที่ RADIUS แบบฟรี ที่คนใช้งานกันมากที่สุด โดยมีคุณสมบัติเทียบเท่ากับ commercial RADIUS หลายๆ ตัว
บทความนี้จะกล่าวถึงวิธีการติดตั้ง และทดสอบ FreeRADIUS ในเบื้องต้น เพื่อจะสามารถต่อยอด และคอนฟิกอื่นๆ เพิ่มเติมได้
read more…
ในกรณีที่คอนฟิกให้ลีนุกซ์ตรวจสอบ user, group (authenticate) จาก LDAP Server ทุกครั้งที่มีการอ้างอิง เช่นการสร้างไฟล์ หรือแสดงรายชื่อไฟล์ด้วยคำสั่ง ls ของ user หรืออื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับ user, group เครื่องจะต้องมีการสอบถามจาก LDAP ทุกครั้ง ทำให้บางครั้งอาจเพิ่มโหลดมากเกินไปบนตัว LDAP Server
เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบ user, group จาก LDAP แนะนำให้รันเซอร์วิส nscd (name service cache daemon) บนเครื่อง โดยโปรแกรมนี้จะทำหน้าที่เก็บข้อมูล cache ไว้บนเครื่องตัวเอง ถ้าถามซ้ำกับข้อมูลเดิมที่มีอยู่ใน cache แล้ว ภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ (time to live) จะไม่มีการส่งไปถาม LDAP Server อีก
ข้อเสียของการรันเซอร์วิส nscd อย่างหนึ่งคือ เรื่องการตั้งค่าเวลา (time to live) ทำให้บางครั้งอาจไม่ได้ข้อมูลที่ล่าสุด เช่นดีฟอลต์เวลาที่ cache ไว้สำหรับการเก็บข้อมูลของ user คือ 600 วินาที สำหรับการค้นหาข้อมูลที่สำเร็จ (positive-time-to-live) ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลของ user บน LDAP Server จะต้องรอจนเวลานี้ผ่านไป ข้อมูล cache ใน nscd ถึงจะปรับปรุงเป็นข้อมูลใหม่
ไฟล์คอนฟิก /etc/openldap/slapd.conf สำหรับ คอนฟิก Samba เป็น Domain Controller โดยปรับปรุงเพิ่มเติมคุณสมบัติดังนี้
- กำหนดคีย์ (index) ที่ใช้ในการค้นหาข้อมูล
- อนุญาตให้ผู้ใช้สามารถเปลี่ยน password โดยใช้คำสั่ง smbldap-passwd ด้วยตัวเองได้ ไม่ต้องใช้ rootdn
-
ซ่อนรหัสผ่าน (password) ไม่ให้สามารถอ่านได้โดยตรง แต่ใช้ในการตรวจสอบสิทธิ (authenticate) ได้
จากบทความ ติดตั้ง smbldap-tools บน Fedora 9 นั้นเป็นการคอนฟิกให้ Samba ทำหน้าที่เป็น file sharing อย่างเดียว โดยผู้ใช้งานสามารถ map drive เข้ามาแล้ว authenticate จาก LDAP ได้
ในบทความนี้จะคอนฟิกเพิ่มเติมเพื่อให้ Samba ทำหน้าที่เป็น Domain Controller ของ Windows client ได้
ในบทความนี้จะกล่าวถึงการใช้งานโปรแกรม smbldap-tools (เวอร์ชั่น 0.9.5) สำหรับเพิ่ม แก้ไข ลบข้อมูลของ user หรือ group ที่อยู่ใน LDAP เพื่อใช้งานร่วมกับ Samba
หมายเหตุ ทุกคำสั่งของ smbldap-tools สามารถที่จะดูวิธีการใช้งานโดยย่อได้ จากการรันคำสั่งที่ต้องการแล้วต่อท้ายด้วยออปชั่น ‘-h’ หรือ ‘-?’ หรือไม่ก็อ่านรายละเอียดการใช้งานได้จาก man page ของแต่ละคำสั่ง
บทความนี้จะอธิบายการติดตั้งโปรแกรม smbldap-tools เพื่อช่วยในการคอนฟิกให้ Samba สามารถที่จะตรวจสอบ (authenticate) user จาก OpenLDAP ได้ โดยจะอ้างอิงจากการ
ในบทความนี้จะถือว่าเป็นการติดตั้ง OpenLDAP ใหม่เลย โดยไม่มีข้อมูลใดๆ อยู่ใน LDAP
จากบทความ ติดตั้ง OpenLDAP Server บน Fedora 9 และ เพิ่มบัญชีผู้ใช้งานเข้าไปใน OpenLDAP
ในบทความนี้จะแสดงวิธีการเพิ่ม แก้ไข ลบ รวมทั้งการเปลี่ยนรหัสผ่าน (Password) ของผู้ใช้งานที่ถูกเก็บข้อมูลไว้ใน OpenLDAP โดยจะสร้างเป็นไฟล์ ldif แล้วใช้คำสั่งของ ldap ในการแก้ไข

